บทความ

การดูแลรถเบื้องต้น ก่อนออกเดทวัน Valentine

ถ้าพูดถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก็คงจะนึกถึงอะไรไปไม่ได้นอกจาก “เดือนแห่งความรัก” เชื่อว่าหลายๆคนคงมีแผนที่จะพาคนรักไปเที่ยว หรือ ออกเดท ซึ่งการเดินทางก็คงไม่มีอะไรสะดวกสบายได้เท่ากับการขับรถคู่ใจไปยังที่ต่างๆ ดังนั้นวันนี้ น้องมีเงิน อยากจะมานำเสนอวิธีการเตรียมความพร้อมและการดูแลรักษารถขั้นพื้นฐานที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองก่อนออกเดินทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวของพี่ๆเป็นไปอย่างราบรื่นและมีสุนทรียภาพมากขึ้น

1. ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง

  • อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่อง แล้วตรวจสอบระดับโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง
  • ทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน
  • ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็ดน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า
  • เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม
  • ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง "F" กับ "L" แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ
    ข้อควรปฏิบัติ
  • หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
  • ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติม น้ำมันเครื่องลงไป
2. การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

ควรเปลี่ยนตามรอบระยะเวลาหรือระยะทางที่กำหนด ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะจะช่วยให้รถประหยัดน้ำมัน การมีเครื่องยนต์ที่สะอาดจะเป็นการถนอมเครื่องยนต์ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องอย่างน้อยเดือนละครั้ง

3. ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรก

    สามารถตรวจสอบด้วยสายตา โดยสังเกตดูที่กระปุกน้ำมันเบรก จะมีคำว่า MAX และ MIN ระดับน้ำมันเบรกควรอยู่ที่ระดับ MAX อยู่เสมอ สาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำมันเบรกลดลงต่ำ เช่น
  • มีการรั่วของน้ำมันเบรกออกจากระบบเบรก
  • การสึกหรอของผ้าเบรก ซึ่งกรณีนี้ระดับน้ำมันเบรกจะลดลงน้อยและช้ามาก ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรก แต่หากพบว่าระดับน้ำมันเบรกในกระปุก ลดลงต่ำลงรวดเร็ว ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็กสาเหตุ
4. ตรวจสอบระบบน้ำมันคลัทช์

สามารถตรวจสอบด้วยสายตา โดยที่กระปุกน้ำมันคลัทช์จะมีคำว่า MAX กับ MIN ระดับน้ำมันคลัชท์ควรอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ หากน้ำมันคลัทช์ในกระปุกลดลงต่ำลง ควรนำรถเข้าศูนย์ เพื่อตรวจเช็กหาสาเหตุ

5. ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น

ระดับน้ำหล่อเย็นควรอยู่ในระดับ Full เสมอ ควรตรวจเช็กในขณะที่ดับเครื่องและเครื่องเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงเป็นปริมาณมาก แสดงว่าอาจจะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น สามารถนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็กสาเหตุ (อย่าลืมเติมน้ำก่อนนำรถไป)

6. ตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ออโต้

ควรตรวจเช็กขณะที่เครื่องยนต์ยังติดอยู่โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออโต้ออกและเช็กน้ำมันเกียร์ที่ติดก้านวัดด้วยผ้า หลังจากนั้นเสียบก้านวัดน้ำมันเกียร์คืนกลับจุดเดิม แล้วดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อตรวจระดับน้ำมันเกียร์ที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเกียร์อยู่ที่ขีด F พอดี แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ปกติ

7. ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่

ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ควรอยู่ในตำแหน่ง UPPER/LEVEL และไม่ควรเติมเกินกว่าระดับ UPPER/LEVEL เพราะหากเติมมากเกินไป น้ำยาอิเลคโทรไลท์ซึ่งเป็นสารละลายกรดซัลฟูริคจะเจือจาง ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือน้ำยาอิเลคโทรไลท์อาจจะกระเด็นออกทางช่องระบายไอไปกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆ ในห้องเครื่องยนต์ได้

8. ตรวจสอบระดับน้ำมัน Power

ควรตรวจสอบขณะที่เครื่องยนต์กำลังติดอยู่ ที่ก้านวัดจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน ถ้าวัดในขณะที่ เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ ให้ดูด้าน COLD ถ้าวัดขณะที่เครื่องยังร้อนอยู่ ให้ดูด้าน HOT

ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ให้ดูที่กระปุกน้ำมัน POWER ซึ่งจะเป็นพลาสติกใส โดยที่กระปุกจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้านและมีขีดระดับ MAX กับ MIN อยู่ด้วย ระดับน้ำมัน POWER ควรอยู่ระดับ MAX เสมอ ถ้าดูขณะที่เครื่องยนต์เย็น ให้ดูด้าน COLD และถ้าดูขณะที่เครื่องยนต์ร้อนให้ดูด้าน HOT

9. ตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำ

เปิดฝาหม้อน้ำขณะที่เครื่องยนต์เย็น หากระดับน้ำมีการพร่องลงไปบ้างให้ใช้น้ำเติมให้เต็ม ส่วนสีของน้ำให้สังเกตุดูว่า ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน หรือ ไม่เป็นสีสนิม และ สังเกตุดูท่อน้ำ ท่อยางต่างๆบริเวณหม้อน้ำ ว่ามีสภาพแข็งกรอบหรือมีรอยรั่ว

10. ตรวจสอบสายพาน

สามารถเช็คได้โดยวิธีการดูที่สายพาน ถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้น ควรทำการเปลี่ยนทันที เพื่อลดความเสี่ยงในระหว่างการขับรถ นอกจากนี้ควรตรวจดูความตึงของสายพานโดยการใช้นิ้วกดลงบนสายพานตรงกลาง ระหว่างมู่เล่สองข้าง ถ้าสามารถกดลงได้ถือว่าเป็นปกติ

11. ตรวจสอบระบบไฟส่องสว่าง และ สัญญาณไฟต่างๆ

สามารถทำได้โดยการเปิดไฟทั้งหมดดูว่าระบบไฟทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนไม่ติด เพื่อจะได้ทำการเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็ก

12. ตรวจสอบสภาพภายในห้องเครื่อง

สามารถทำได้โดยวิธีการมองดูรอบๆภายในห้องเครื่องว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึม สายไฟภายในห้องเครื่องเรียบร้อยดีหรือไม่ มีคราบน้ำมันเครื่องรั่วซึมหรือไม่ เป็นต้น

13. ตรวจสอบที่ปัดน้ำฝน

ตรวจสอบได้จากยางปัดน้ำฝน เพราะเมื่อใช้ไประยะหนึ่งอาจมีการเสื่อมสภาพ โดยผิวสัมผัสส่วนปลายอาจมีการสึกหรอจากการทำงานของใบปัด ซึ่งเกิดจากการมีสิ่งสกปรกและหินทรายละเอียดอยู่ระหว่างยางใบปัดกับกระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนสึกหรอ หรือ เมื่อผ่านการใช้งานนานๆ ยางใบปัดน้ำฝนจะแข็งตัว การยืดหยุ่นจะลดลง ทำให้เกิดความบกพร่องในการทำงาน เนื่องจากหน้าสัมผัสระหว่างยางใบปัดกับกระจกไม่ดี หากพบอาการเหล่านี้ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่

14. ตรวจสอบกระปุกใส่น้ำฉีดกระจก

สามารถเติมน้ำในกระปุกให้เต็มโดยใช้น้ำเปล่าเติมหรือผสมแชมพูเล็กน้อย ตรวจรอยรั่วของกระปุกโดยการเติมน้ำทิ้งไว้ แล้วกลับมาดูว่าน้ำอยู่ระดับเดิมหรือไม่ หากพบการอุดตัน ให้ใช้เข็มกดผ่านรูฉีดน้ำ สังเกตที่มอเตอร์ปั๊มน้ำตรงกระปุก หากใช้มาเป็นเวลานานหรือเคยฉีดน้ำขณะที่น้ำอยู่ในระดับที่ต่ำ จะทำให้มอเตอร์เกิดอาการร้อนจัดและเกิดความเสียหาย

15. ตรวจสอบพวงมาลัย

ควรตรวจสอบและเติมน้ำมันพวงมาลัยอยู่บ่อยๆ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าพวงมาลัยหมุนลำบาก หรือ ส่งเสียงแหลมสูงในขณะหมุนพวงมาลัย น้ำมันพวงมาลัยควรมีสีเหลืองอำพันหรือสีชมพูใส ถ้ามีสีคล้ำควรเปลี่ยนทันที หากพวงมาลัยมีอาการสั่น อาจเกิดจากยางที่เก่าหรือมีสิ่งผิดปกติกับยาง หรือ ถ้าสั่นตามความเร็วของรถอาจเกิดจากลูกปีนล้อหรือโช้กอัพ หากพวงมาลัยหลวม ควบคุมทิศทางได้ยากอาจเกิดจากลูกหมากปลายแร็ก และ หากพวงมาลัยหนัก อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ขาด สายพานหย่อน หรือปั๊มพาวเวอร์ไฟฟ้ามีปัญหา เป็นต้น พวงมาลัยที่มีอาการเลี้ยวแล้วไม่คืน อาจเกิดขึ้นจากศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง หากมีปัญหาเหล่านี้ควรไปศูนย์บริการเพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่

16. ตรวจสอบไส้กรองอากาศ

หากมีสิ่งแปลกปลอมสะสมเข้ามากๆ จะส่งผลให้เครื่องยนต์เสียหาย อากาศภายในรถถ่ายเทไม่สะดวก เปลืองน้ำมัน ดังนั้นควรถอดไส้กรองอากาศออกมาเป่าทุกๆ 5,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ เดือน และเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุก 20,000-40,000 กิโลเมตร

17. ตรวจสอบยางรถยนต์

ควรตรวจสอบเช็กแรงดันลมยางอยู่เสมอ โดยใช้ควรเช็กขณะที่รถยังไม่ได้ใช้งาน (ยางยังไม่ร้อน) ถ้าลมยางอ่อนผิดปกติ ควรนำไปตรวจสอบว่ามีตะปูตำหรือไม่ และสามารถดูสภาพยางด้วยตา โดยดูที่ผิวยางว่ามีรอยแตกเล็กๆหรือไม่ ดูการสึกหรอของดอกยางว่ามีสึกมากไปหรือไม่หรือมีการสึกหรอผิดปกติ เช่น ลึกเฉพาะตรงกลางหน้ายางซึ่งเกิดจากการเติมลมมากเกินไป สึกเฉพาะขอบยางทั้ง 2 ข้างซึ่งเกิดจาดลมยางอ่อนเกินไป หรือสึกด้านใดด้านหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งกรณีเหล่านี้ควรปรึกษาช่างและศูนย์ล้อ

ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วสามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน แต่ถ้าหากพบปัญหาบางอย่างกับตัวรถหรือระบบภายใน ก็ควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจดูและซ่อมแซมในส่วนที่มีปัญหา เพื่อที่จะทำให้รถของคุณมีประสิทธิภาพในการขับขี่มากที่สุด ก่อนออกไปเที่ยวหรือการใช้รถบนท้องถนน อย่าลืมตรวจเช็คดูสภาพรถว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนที่คุณรัก


เว็บไซต์อ้างอิง   Chobrod , Mottoraka , Thailandexhibition ,